วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความรู้

น้ำมันไบโอดีเซล

น้ำมันไบโอดีเซล คืออะไร

ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตได้จาก น้ำมันพืชและไขมันสัตว์ เช่น ปาล์ม มะพร้าว ถั่วเหลือง ทานตะวัน เมล็ดเรพ (rape seed ) สบู่ดำ หรือ น้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ ที่ผ่านการใช้งานแล้ว นำมาทำปฏิกิริยาทางเคมี transesterification ร่วมกับเมทานอล หรือ เอทานอลจนเกิดเป็นสารเอสเตอร์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล เรียกว่า ไบโอดีเซล (B100) ซึ่งเมื่อนำมาผสมกับน้ำมันดีเซลเกรดที่ใช้กันในปัจจุบันในสัดส่วนร้อยละ 5- 10 (B5-B10) จะสามารถนำมาใช้งานในเครื่องยนต์ดีเซลได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังได้กลีเซอรอลและกรดไขมัน เป็นผลพลอยได้ ซึ่งปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นสามารถแสดงได้ดังนี้
ไบโอดีเซล


[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]


หัวข้อ
ประวัติความเป็นมา น้ำมันไบโอดีเซล
น้ำมันไบโอดีเซล ในประเทศไทย
วัตถุดิบที่ใช้ผลิตไบโอดีเซล

ประวัติความเป็นมา น้ำมันไบโอดีเซล
เครื่องยนต์ดีเซลสันดาปภายใน ได้ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) โดยวิศวกรที่ชื่อว่า รูดอล์ฟ ดีเซล ส่วนการนำน้ำมันจากพืชมาใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลเป็นครั้งแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912) เมื่อใช้ไประยะหนึ่งก็ต้องหยุดไปเนื่องจากมีการค้นพบวิธีการผลิตน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมที่มีราคาถูกกว่า จนกระทั่งปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) เกิดวิกฤติราคาน้ำมันขึ้นทำให้พลังงานจากพืชได้รับความสนใจอีกครั้งหนึ่ง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ไบโอดีเซล มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศในแถบยุโรป มีการทดลองกระบวนการ Trans-Esterification ในปี พ.ศ.2525 โดยใช้เมล็ดเรฟ ณ สถาบัน Institute of Organic Chemistry, Graz, Austria
ปัจจุบันในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา มีการผลิตและจำหน่ายอย่างกว้างขวางโดยได้รับการยอมรับจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และผู้ค้าน้ำมัน โดยผสมไบโอดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 2 (B2) ซึ่งบังคับใช้ในมลรัฐมินิโซต้า และร้อยละ 20 (B20) ตามคำแนะนำให้ใช้ได้ตามกฏหมายยานยนต์เชื้อเพลิงทดแทนของสหรัฐอเมริกา
กว่า 28 ประเทศทั่วโลกมีการศึกษาและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลอย่างต่อเนื่อง และในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศที่ผลิตไบโอดีเซลเป็นอุตสาหกรรมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐอเมริกา และออสเตรีย
ประเทศสหรัฐอเมริกานิยมใช้น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันใช้แล้ว (Used cooking oil) เป็นวัตถุดิบ
ประเทศที่พัฒนาแล้ว ใช้น้ำมันปาล์ม น้ำมันลินสีด และไขสัตว์ เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล


รูดอล์ฟ ดีเซล


[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]


น้ำมันไบโอดีเซล ในประเทศไทย
ไบโอดีเซลในประเทศไทย

ปี 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็ก ณ สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีการปลูกปาล์มน้ำมันเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเกิดวิกฤติราคาน้ำมันปาล์มดิบตกต่ำเพราะมีผลผลิตล้นตลาด และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็กมีกำลังผลิตวันละ 110 ลิตร ณ ศูนย์การศึกษาพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส

ปี 2543 กองงานส่วนพระองค์ได้ทำวิจัยพัฒนา และทดลองนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์หรือปาล์มดีเซล มาทดลองใช้กับรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ ที่พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จากผลความสำเร็จดังกล่าว ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ยื่นจดสิทธิบัตร ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์คือ “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล” สิทธิบัตรเลขที่ 10764

วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2544 วันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีหน่วยงาน 4 หน่วยงาน ได้นำผลงานเกี่ยวกับการวิจัยใช้น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันในเครื่องยนต์ดีเซลไปจัดนิทรรศการที่สวนจิตรลดา ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และบริษัท ยูนิวานิช จำกัด

ปี พ.ศ.2544 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้จัดส่งผลงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไปร่วมแสดงในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติชื่องาน “Brussels Eureka 2001” ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ด้วยพระอัจฉริยะภาพและพระปรีชาสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ส่งผลให้ผลงานการคิดค้น 3 ผลงานของพระองค์ คือ “ทฤษฎีใหม่” “โครงการฝนหลวง” และ “โครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม” ได้รับเหรียญทอง ประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณ พร้อมถ้วยรางวัล ในงานดังกล่าวล้วนเป็นผลงานการคิดค้นแนวใหม่ในการพัฒนาประเทศ นำมาซึ่งความปลาบปลื้มปีติยินดีแก่ประชาชนชาวไทยทั้งมวล
ต่อมา หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน เกษตรกร และบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ร่วมมือกันพัฒนาหน่วยผลิตต้นแบบ ในหลายๆ โครงการ อย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้รู้จักและสร้างความมั่นใจในการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ภาครัฐจึงได้มีโครงการนำร่อง เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ดังต่อไปนี้

โครงการทดลองจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล B2 ได้เริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี 2547 โดยเป็นโครงการที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สนับสนุนให้นำไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันดีเซลเพื่อทดแทนสารเพิ่มความหล่อลื่นในสัดส่วนร้อยละ 2 (B2) จำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมันบางจาก และ ปตท. โดยจำหน่ายให้รถยนต์สองแถวรับจ้างของจังหวัดเชียงใหม่ที่เข้าร่วมประมาณ 1,300 คัน ในราคาที่ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลปกติ 50 สตางค์ต่อลิตร โครงการนี้ถือเป็นโครงการนำร่องสนับสนุนให้ผู้ใช้รถหันมาใช้น้ำมันไบโอดีเซล

โครงการนำร่องของชุมชนสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกปาล์มประมาณ 200,000 ไร่ มีโรงหีบน้ำมันที่มีกำลังการผลิต 200,000 ลิตรต่อวัน สามารถขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 400,000 ลิตรต่อวันได้ และมีการลงทุนสร้างโรงงานไบโอดีเซล กำลังผลิต 20,000 ลิตรต่อวัน โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ เป็นผู้ออกแบบ และได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ

โครงการนำร่องห้วยโมง จังหวัดหนองคาย มีพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกน้ำมันปาล์มประมาณ 40,000 ไร่ และได้ทดลองปลูกปาล์มในพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 30 เดือน ได้ผลใกล้เคียงกับการทดลองในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันได้มีบริษัทเอกชนกำลังศึกษารายละเอียดเพื่อเข้าร่วมโครงการ
นอกจากนี้ภาครัฐยังมีโครงการอื่นๆ สำหรับศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตและการใช้น้ำมันไบโอดีเซล อาทิ

โครงการศึกษาความเหมาะสมการผลิตและการใช้ไบโอดีเซลจากพืชน้ำมันและไขมันสัตว์ ซึ่งเป็นการทดลองใช้งานจริงกับรถยนต์ราชการ โดยใช้ไบโอดีเซลผสมกับน้ำมันดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 20 , 40 และ 100 ตามลำดับ แล้วนำผลการใช้มาเปรียบเทียบสมรรถนะกับรถที่ใช้น้ำมันดีเซลปกติ

โครงการศึกษาออกแบบจัดตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซลนำร่องระดับชุมชน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ส่งเสริมให้มีการศึกษาพัฒนาเครื่องต้นแบบระบบผลิตไบโอดีเซลระดับชุมชนจากน้ำมันปาล์มดิบแบบต่อเนื่อง ขนาดกำลังการผลิต 50 ลิตรต่อวัน

โครงการศึกษาจัดทำแผนยุทธศาสตร์และปฏิบัติการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลในภาคขนส่ง เพื่อศึกษาวิจัย พัฒนาและสาธิต การใช้งานจริงไบโอดีเซลร่วมกับก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ตู้โดยสาร และรถยนต์ในลักษณะ Dual Fuel โดยใช้น้ำมันไบโอดีเซลร้อยละ 30 ผสมกับก๊าซธรรมชาติอัด

โครงการกรุงเทพฟ้าใสด้วยไบโอดีเซล เป็นโครงการนำร่องของ พพ. เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล B5 ในเชิงพาณิชย์ ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการส่งเสริม ประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชน

โครงการหน่วยผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว ขนาดกำลังผลิต 50,000 ลิตรต่อวัน ของบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โดยน้อมนำแนวพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน มาขยายผลและส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ไบโอดีเซล พร้อมเปิดจุดรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วเพื่อผลิตไบโอดีเซล ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก สุขุมวิท64 และสถานีบริการน้ำมันบางจากอีกกว่า 20 แห่ง ใน กทม. ปริมณฑล และที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งได้รณรงค์รับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วจากตลาดต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ เพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนหน่วยผลิตไบโอดีเซลที่ตั้งอยู่ในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก

อีกทั้งได้ขยายสถานีบริการน้ำมันบางจากที่จำหน่ายไบโอดีเซลสูตร B5 ออกไปทั่วประเทศมากกว่า 300 แห่ง ในปี 2549 และมีแผนจะเพิ่มเป็น 500 แห่งในปี 2550 ซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการทิ้งน้ำมันพืชใช้แล้วสู่สาธารณะและลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนจากการนำไปใช้ซ้ำ

โครงการไบโอดีเซลเพื่อสังคมไทยสู่เศรษฐกิจพอเพียง เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เป็นความร่วมมือของ กรุงเทพมหานคร บริษัทบางจากฯ และชุมชน ในการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยที่ดี โดยรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจากชุมชนมาจำหน่ายให้กับบริษัทบางจากฯ เพื่อผลิตไบโอดีเซล พร้อมน้อมนำแนวพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขยายผล ให้เขตพระโขนงเป็นพื้นที่นำร่อง จากนั้นจะขยายให้ครบทั้ง 50 เขตใน กทม. รวมถึงผลักดันให้รถยนต์ของหน่วยงาน กรุงเทพมหานคร (กทม.) ใช้ไบโอดีเซล B5 ซึ่งเป็นการสร้างความร่วมมือในการจัดการสิ่งแวดล้อมของ กทม. และสร้างรายได้ให้กับชุมชนและทุกภาคส่วนที่เข้าร่วม
โครงการต่างๆ เหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล และมุ่งสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่าน้ำมันไบโอดีเซลสามารถใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลปกติได้ และมีการผลิต-จำหน่ายได้ในเชิงพาณิชย์




วัตถุดิบที่ใช้ผลิตไบโอดีเซล

ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตได้จาก น้ำมันพืชและไขมันสัตว์ เช่น ปาล์ม มะพร้าว ถั่วเหลือง ทานตะวัน เมล็ดเรพ (rape seed ) สบู่ดำ หรือ น้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ ที่ใช้แล้ว ซึ่งพืชน้ำมันเหล่านี้เป็นแหล่งทรัพยากร ที่สามารถผลิตทดแทนได้ในธรรมชาติ

เมล็ดเรพ
มีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ เหมือนเมล็ดงา เป็นพืชล้มลุกประเภทวัชพืชที่พบอยู่ทั่วไปในทวีปยุโรป มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica napus ในปี พ.ศ.2525 ได้มีการริเริ่มคิดค้นกระบวนการ Trans-Esterification โดยใช้เมล็ดเรพ ที่สถาบัน Institute of Organic Chemistry, Graz, Austria และได้รับการยอมรับจากผู้ใช้รถเป็นอย่างดี ปัจจุบันเมล็ดเรฟเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซลมากที่สุดในยุโรป คือ มีส่วนแบ่งในการผลิตถึงร้อยละ 80 ของวัตถุดิบอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งประเทศเยอรมันถือได้ว่าเป็นทั้งผู้นำในการนำไบโอดีเซลมาใช้แทนน้ำมันดีเซลและเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลโดยใช้วัตถุดิบจากเมล็ดเรพ นอกจากนี้ยังมีประเทศผรั่งเศส และสเปน ที่ใช้เมล็ดเรพและทานตะวันเป็นวัตถุดิบเช่นกัน

ถั่วเหลือง
เป็นพืชน้ำมันที่นิยมใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีปริมาณการผลิตถั่วเหลืองสูงถึงกว่า 30 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ยังมีประเทศอิตาลีซึ่งนิยมใช้ถั่วเหลืองในการผลิตไบโอดีเซล

ปาล์มน้ำมัน
เป็นพืชน้ำมันที่นิยมใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไบโอดีเซลในประเทศไทยขณะนี้ เนื่องจากเป็นพืชที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสูงกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น คือมีต้นทุนการผลิตต่ำ ให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง โดยปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตน้ำมันต่อไร่สูงกว่าเมล็ดเรฟ ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไบโอดีเซลในประเทศแถบยุโรปถึง 5 เท่า และสูงกว่าถั่วเหลืองที่ใช้กันมากในสหรัฐอเมริกาถึง 10 เท่า เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้น ทนต่อผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

อีกทั้งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานถึง 20 ปี จึงทำให้ความต้องการน้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งประเทศที่มีการปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดคือประเทศมาเลเซีย สำหรับความคุ้มค่าในการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันนั้น จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พบว่าโดยเฉลี่ยการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันมีผลตอบแทนกำไรต่อไร่ สูงถึงประมาณ 4,000 บาทต่อปี จึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกปาล์มพันธุ์ดี ทดแทนพืชอื่นๆ ที่มีรายได้ต่ำกว่า




รัฐได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่เพาะปลูกปาล์มที่เหมาะสมทั้งภาคใต้และภาคอีสาน รวมทั้งมีการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพาะปลูกแก่เกษตรกร โดยพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป ในปัจจุบันจังหวัดกระบี่มีพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดในประเทศไทย คือ ประมาณ ร้อยละ40 ของพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันทั้งประเทศ รองลงมาคือ สุราษฎร์ธานี และ ชุมพร อย่างไรก็ตามได้มีการทดลองปลูกปาล์มน้ำมันในภาคกลาง เช่น โครงการพัฒนาทุ่งรังสิต ซึ่งพบว่าสามารถให้ผลผลิตได้เมื่อสวนปาล์มมีอายุประมาณ 28 เดือน

สบู่ดำ
เป็นพืชน้ำมันอย่างหนึ่งที่ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้ปลูกเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลชุมชน เนื่องจากเป็นพืชที่เพาะปลูกง่ายไม่ต้องดูแลมาก ทนต่อสภาพแล้งและน้ำท่วมทำให้ปลูกได้ในพื้นที่ทั่วทุกภาคแม้แต่ในพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้น้อย สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายในหนึ่งปีหลังปลูก และมีอายุยืนกว่า 30 ปี อีกทั้งปลูกได้ในพื้นที่แห้งแล้ง น้ำมันที่บีบจากผลสบู่ดำสามารถนำมาใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลรอบต่ำสำหรับการเกษตรแทนน้ำมันดีเซลได้ทันที ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักสบู่ดำ ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นพืชที่ปลูกในประเทศไทยมานานกว่า 200 ปีแล้ว โดยชาวโปรตุเกสนำเข้ามาเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อให้คนไทยปลูก แล้วรับซื้อเมล็ดซึ่งมีสีดำกลับไปอัดบีบเป็นน้ำมันสำหรับใช้ทำสบู่

ด้วยเหตุนี้อาจเป็นที่มาของคำว่า “สบู่ดำ” อย่างไรก็ตาม คนไทยจะเรียกชื่อพืชชนิดนี้แตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น ภาคกลางเรียก สบู่ดำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก มะเยา ภาคใต้เรียก มะหงเทศ ส่วนภาคเหนือเรียก มะหุ่งฮั้ว แต่ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Jatropha curcas Linn.

สบู่ดำเป็นพืชน้ำมันทางเลือกที่เหมาะสมอีกชนิดหนึ่ง ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรระบุว่า หากมีการพัฒนาเมล็ดพันธุ์และมีวิธีดูแลการเพาะปลูกที่เหมาะสมแล้วจะสามารถให้น้ำมันต่อไร่ได้สูงถึงปีละ 300 ลิตร แต่ถ้าปลูกตามธรรมชาติจะได้ผลผลิตเพียง 100 ลิตรต่อไร่ต่อปีเท่านั้น ขณะที่ผลผลิตปาล์มให้น้ำมันปีละประมาณ 600 ลิตร แต่ต้องใช้เวลาปลูก 3 - 4 ปี และข้อดีอีกประการหนึ่งจากที่สบู่ดำเป็นพืชรับประทานไม่ได้ซึ่งแตกต่างจากพืชน้ำมันชนิดอื่น จึงทำให้ราคาไม่ผันผวน โดยราคาเมล็ดสบู่ดำอยู่ที่ประมาณ 3 - 4 บาทต่อกิโลกรัม การสกัดต้องใช้จำนวนเมล็ดถึง 4 กิโลกรัมจึงจะได้น้ำมัน 1 ลิตร ทำให้ต้นทุนน้ำมันสบู่ดำอยู่ที่ 12 - 16 บาทต่อลิตร ซึ่งยังคงต่ำกว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบที่มีราคาค่อนข้างผันผวนประมาณ 14 - 22 บาทต่อลิตร

น้ำมันสบู่ดำที่สกัดได้จะสามารถนำไปใช้กับเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลรอบต่ำได้ เช่น เครื่องปั่นไฟ รถอีแต๋น รถแทรกเตอร์ หรือเครื่องสูบน้ำได้โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ แต่มีปัญหาด้านคุณภาพบางประการ อาทิ ค่าความหนืดที่สูงกว่าน้ำมันดีเซลถึง10 เท่า ทำให้ไม่สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลรอบสูงทั่วไปได้ จำเป็นต้องนำไปผ่านกระบวนการ Transesterification แปลงเป็นไบโอดีเซล ( B 100 ) ก่อนนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลปกติเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง

ในต่างประเทศสบู่ดำเป็นพืชท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศเม็กซิโก และได้มีการส่งเสริมให้เพาะปลูกในประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย มานานเกือบ 20 ปีแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่มีพื้นที่แห้งแล้งเป็นจำนวนมากซึ่งไม่สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา หรืออินเดีย ซึ่งนอกจากจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในประเทศเหล่านั้นแล้ว ยังพบว่ามีหลายประเทศในแถบยุโรป อาทิ ประเทศเยอรมนี ประเทศอังกฤษ ที่เข้าไปลงทุนเพาะปลูกสบู่ดำที่ประเทศอินเดีย และ ประเทศมาลิ (Mali)

ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้เข้าร่วมในสนธิสัญญาเกียวโต โดยมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งมาตรการหนึ่งที่จะลดปัญหาดังกล่าว คือการใช้พลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงชีวภาพโดยมีข้อตกลงที่เรียกว่า “The EU Biofuel Directive” มีเป้าหมายการใช้ เอทานอล และ ไบโอดีเซล จากร้อยละ 2 ของปริมาณการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมดในปี 2005 เพิ่มเป็นร้อยละ 5.75 ในปี 2010 และ ร้อยละ 20 ภายในปี 2020 ประเทศในกลุ่มยุโรปจึงมีการส่งเสริมการปลูกต้นเรพเพื่อนำเมล็ดเรพไปเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซล แต่จากเป้าหมายที่กำหนดไว้พบว่าปริมาณไบโอดีเซลที่จะผลิตได้ภายในประเทศมีไม่เพียงพอ จึงต้องไปลงทุนปลูกพืชน้ำมันในประเทศอื่นและรับซื้อผลผลิตกลับมายังประเทศของตน

นอกจากเหตุผลของการนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนแล้ว ประโยชน์จากการเพาะปลูกสบู่ดำยังมีไว้เพื่อใช้เป็นพืชคลุมดินลดการกัดเซาะหน้าดินจาก ลมและน้ำ รวมทั้งช่วยปรับปรุงคุณภาพของดินให้สามารถใช้เพาะปลูกพืชเกษตรอื่นได้

น้ำมันพืชใช้แล้ว
ในระหว่างที่ต้องรอการขยายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มให้เพียงพอ วัตถุดิบอีกประเภทหนึ่ง ที่ควรส่งเสริมให้นำไปผลิตไบโอดีเซล คือ น้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ด้านพลังงานแล้ว ยังช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีอัตราเฉลี่ยในการบริโภคน้ำมันพืชเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4 ต่อปี ส่งผลให้ปัจจุบันมีการบริโภคน้ำมันพืชสูงกว่า 100 ล้านตันต่อปี เพราะวิถีการบริโภคที่หันมานิยมอาหารประเภทจานด่วน (Fast Food) ที่ปรุงด้วยการทอดมากขึ้น ผลที่ตามมา คือ มีน้ำมันพืชใช้แล้วจำนวนมากที่เหลือจากการปรุงอาหารซึ่งจำเป็นต้องหาวิธีจัดการ ไม่ว่าเป็นการกำจัด บำบัด หรือนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข


สำหรับประเทศไทยมีการบริโภคน้ำมันพืชกว่า 800,000 ตันต่อปี ประเมินกันว่าน่าจะมีน้ำมันพืชใช้แล้วเหลือมากกว่า 100 ล้านลิตรต่อปี ในจำนวนนี้ ส่วนหนึ่งนำไปใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบในการผลิตสบู่ หรือใช้ผสมเป็นอาหารสัตว์ ขณะที่บางส่วนถูกทิ้งออกสู่คูคลองสาธารณะซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม บ้างก็ถูกลักลอบนำไปขายในราคาถูกเพื่อใช้ทอดซ้ำ ซึ่งน้ำมันพืชที่นำกลับมาใช้ซ้ำจะมีลักษณะที่เสื่อมสภาพทั้งทางกายภาพและทางเคมี ทั้งนี้ผู้ที่บริโภคอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันพืชดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลานาน เซลล์ตับและไตจะถูกทำลาย รวมถึงอาจเป็นโรคมะเร็งได้อีกด้วย

ภาครัฐ ได้ตระหนักถึงปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนที่บริโภคน้ำมันพืชใช้แล้วโดยไม่รู้ตัว จึงได้ออกประกาศ ฉบับที่ 283 ปี 2547 โดยกำหนดมาตรฐานน้ำมันพืชที่นำไปใช้ประกอบอาหารเพื่อจำหน่าย แต่ประสบกับปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ประกอบกับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการในปัจจุบัน ทำให้บางรายนำน้ำมันพืชใช้แล้วมาปรุงอาหารเพื่อลดต้นทุน ยังผลให้การรณรงค์ไม่นำน้ำมันพืชใช้แล้วมาใช้ซ้ำไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร ซึ่งต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น ที่มีการออกกฎหมายมาควบคุมดูแล และมีวิธีการจัดการกับน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างเข้มงวด เพราะถือว่าเป็นของเสียที่ต้องถูกกำจัด หรือบำบัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ นิยมนำน้ำมันพืชใช้แล้วมาใช้ประโยชน์ในด้านพลังงานด้วยการนำไปผลิตเป็น “น้ำมันไบโอดีเซล” ซึ่งมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

ในปี 2550 บริษัทบางจากฯ ได้ริเริ่มโครงการรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วจากตลาดทั่วไป และรับซื้อผ่านสถานีบริการน้ำมันกว่า 20 แห่ง เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลของหน่วยผลิตไบโอดีเซลบางจาก สุขุมวิท64 มีกำลังผลิต 50,000 ลิตรต่อวัน






Ads by Google
หางาน Dancer-โคโยตี้เหรอ? - ลองดูที่นี่สิ...เดือนละ 30,000 ขึ้น คลับหรูลูกค้าระดับ VIP ไทย-ต่างชาติ
www.ThaiSuperStarModel.com
น้ำมันรำข้าว Vital Star - สั่งซื้อFamily Pack 8ขวด(550บ/ขวด) พิเศษ รับคูส่วนลด 50%เพียงนำใบเสร็จ
www.ThaiVital.ob.tc



บทความพีเดีย อื่น ๆ





บทความ ในหมวดชีววิทยา หมวดความรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
30 เรื่องน่ารู้ของแมลง
กรุ๊ปเลือดพ่อแม่ และกรุ๊ปเลือดลูก
กิ้งกือ
กิ้งกือมังกรสีชมพู
คลอโรพลาสต์ (chloroplast)
ชีวโมเลกุล
โปรตีนสำหรับนักกีฬา
พันธุวิศวกรรม
มหัศจรรย์ ดีเอ็นเอ (DNA)
สรีรวิทยา
คณิตศาสตร์และสถิติ
เคมี
ชีววิทยา
ดาราศาสตร์
ธรณีวิทยา
พฤกษศาสตร์และการเกษตร
วิทยาศาสตร์ทั่วไป
วิศวกรรมศาสตร์
สิ่งแวดล้อม
อุตสาหกรรม


ความรู้

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27
ค้นหาบทความ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27 หัวข้อที่มีคำว่า :


แสดงทั้งหมด ! 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z
กลยุทธ์ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การควบคุมค่า pH และ EC ของสารละลายธาตุอาหารของพืช
การควบคุมและการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน
การควั่นกิ่งหรือรัดกิ่ง
การงดน้ำ
การจำแนกระบบนิเวศ
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ
การด้น
การตัดแต่งกิ่ง
การนอนหลับ
การบริหารราชการแผ่นดิน
การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุ
การปฏิวัติทางพันธุกรรม
การปรับปรุงพันธุ์กับความหลากหลายทางพันธุกรรม
การฝึกจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ
การพัฒนาด้านการศึกษาวิจัยและการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การพัฒนาด้านการสร้างบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การพัฒนาด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การพัฒนาด้านรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การพ้นจากตำแหน่งของรัฐมนตรี
การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
การมีส่วนร่วมในกิจกรรมครอบครัว และสังคม
การรำ
การร้องการเจรจา
การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเฉพาะโรค
การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกดอกของพืช
การเกิดพลังงานนิวเคลียร์
การเข้าสู่ตำแหน่งของรัฐมนตรี
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา เนื่องจากความชรากับสุขภาพของผู้สูงอายุ
การแต่งกาย
การใช้ประโยชน์พลังงานนิวเคลียร์ทางด้านสิ่งแวดล้อม
การใช้ประโยชน์พลังงานนิวเคลียร์ในกิจการเกษตร
การใช้ประโยชน์พลังงานนิวเคลียร์ในด้านอุตสาหกรรม
การใช้ประโยชน์พลังงานนิวเคลียร์ในทางการแพทย์
การใช้สารเคมีบางประเภท
ขั้นตอนการแสดง
ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรพอนิกส์
ข้อดีและข้อเสียของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ความรู้


สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27


พลังงานนิวเคลียร์จากสารกัมมันตรังสี โดย ดร. สมพร จองคำ
[
ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
รังสี (Ray หรือ Radiation)
กัมมันตรังสี (radioactive)
กัมมันตภาพรังสี (radioactivity)
สารกัมมันตรังสี
พลังงานนิวเคลียร์จากสารกัมมันตรังสี
รังสี (Ray หรือ Radiation)
คือพลังงานที่แผ่ออกมาจากต้นกำเนิดในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ แสงสว่าง รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา และรังสีคอสมิก หรือในลักษณะของอนุภาคที่มีความเร็วสูง เช่น แอลฟา และบีตา เป็นต้น รังสีเกิดขึ้นได้ทั้งจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ โดยแหล่งที่ก่อให้เกิดรังสีมากที่สุด ได้แก่ รังสีจากธรรมชาติ อาทิ สารกัมมันตรังสีที่มีในพื้นดิน สินแร่และสิ่งแวดล้อมจากอากาศที่เราหายใจ ในอาหาร ที่เราบริโภคซึ่งเจือปนด้วยสารกัมมันตรังสีตามธรรมชาติ แม้กระทั่งในร่างกายของเรา นอกจากนั้น ในห้วงอวกาศก็มีรังสี ซึ่งนอก จากรังสีของแสงอาทิตย์แล้ว ก็ยังมีรังสี คอสมิกที่แผ่กระจายอยู่ทั่วจักรวาลด้วย แหล่งกำเนิดรังสีที่มาจากการกระทำของมนุษย์มีหลายรูปแบบ อาทิ จากการเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู การระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์ การใช้เครื่องเร่งอนุภาค และเครื่องเอกซเรย์ รวมทั้งการผลิตสารกัมมันตรังสีจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ต่างๆ [
กลับหัวข้อหลัก]
แหล่งกำเนิดรังสี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
กัมมันตรังสี (radioactive)
เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง "เกี่ยวข้องกับการแผ่รังสี" ตัวอย่างเช่น สารกัมมันตรังสี หมายถึง วัสดุที่สามารถแผ่รังสีออกมาได้ด้วยตนเอง หรือ กากกัมมันตรังสี หมายถึง ขยะหรือของเสียที่เจือปนด้วยสารกัมมันตรังสี [
กลับหัวข้อหลัก]
บรรจุภัณฑ์ของสารกัมมันตรังสี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
กัมมันตภาพรังสี (radioactivity)
เป็นปรากฏการณ์การสลายตัวที่เกิดขึ้นเองของนิวเคลียสของอะตอมที่ไม่เสถียร ซึ่งจะมีการแผ่รังสีออกมาด้วย เช่น รังสีแกมมา รังสีแอลฟา และรังสีบีตา โดยทั่วไปมักเรียกกันว่า "กัมมันตภาพรังสี" หรือ "ความแรงรังสี" ซึ่งมีหน่วยวัดเป็นเบ็กเคอเรล (Becquerel, Bq) โดย ๑ เบ็กเคอเรล มีค่าเท่ากับการสลายตัวของสารกัมมันตรังสีจำนวน ๑ อะตอม ใน ๑ วินาที หน่วย "เบ็กเคอเรล" นี้ตั้ง ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบปรากฏการณ์กัมมันตภาพรังสี คือ อองรี เบ็กเคอเรล (Henri Becquerel) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ กัมมันตภาพรังสีเดิมมีหน่วยเป็นคูรี (Curie, Ci) มีค่าเท่ากับการสลายตัวของสารกัมมันตรังสีจำนวน ๓.๗ x ๑๐๑๐ อะตอม ใน ๑ วินาที หน่วย "คูรี" ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ปีแอร์ คูรี (Pirre Curie) และ มารี คูรี (Marie Curie) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้ค้นพบธาตุที่มีกัมมันตภาพรังสี คือ ธาตุเรเดียม (Radium) และธาตุพอโลเนียม (Polonium) [
กลับหัวข้อหลัก]
"อองรี เบ็กเคอเรล" ผู้ที่ค้นพบปรากฏการณ์ กัมมันตภาพรังสี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
สารกัมมันตรังสี
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไอโซโทปกัมมันตรังสี นอกจากจะสลายตัวให้รังสีต่างๆแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ มีอัตราการสลายตัวด้วยค่าคงตัว เรียกว่า "ครึ่งชีวิต (half life)" ซึ่งหมายถึง ระยะเวลาที่ไอโซโทปจำนวนหนึ่งจะสลายตัวลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนเดิม ตัวอย่างเช่น ทอง-๑๙๘ ซึ่งเป็นไอโซโทปรังสีที่ให้รังสีแกมมาออกมา และใช้สำหรับรักษาโรคมะเร็ง มีครึ่งชีวิต ๒.๗ วัน หมายความว่า เมื่อเราซื้อทอง-๑๙๘ มา ๑๐ กรัม หลังจากนั้น ๒.๗ วัน เรา จะเหลือทอง-๑๙๘ เพียง ๕ กรัม และต่อมาอีก ๒.๗ วัน ก็จะเหลือทอง-๑๙๘ อยู่เพียง ๒.๕ กรัม และอีกส่วนหนึ่งหนัก ๗.๕ กรัม จะกลายเป็นไอโซโทปของปรอท-๑๙๘ ซึ่งเป็นไอโซโทปเสถียร และไม่มีการสลายตัวแต่อย่างใด [
กลับหัวข้อหลัก]
ห้องจัดเก็บสารกัมมันตรังสี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
พลังงานนิวเคลียร์จากสารกัมมันตรังสี
คือ พลังงานจลน์ของรังสีที่สลายตัวออกมาจากนิวเคลียส โดยอาจเป็นรังสีที่มีอยู่ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น รังสีเอกซ์ หรือรังสีแกมมา หรืออาจเป็นอนุภาคที่มีความเร็วสูง เช่น รังสีแอลฟา รังสีบีตา และรังสีนิวตรอน นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาปฏิกิริยาของรังสีเหล่านี้ที่มีต่อวัสดุ หรือเนื้อเยื่อต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต และต่อมาก็สามารถประยุกต์ผลการศึกษาดังกล่าวมาสู่การใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น - ด้านการแพทย์และอนามัย - ด้านอุตสาหกรรม - ด้านการเกษตร - ด้านสิ่งแวดล้อม [
กลับหัวข้อหลัก]
[
ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
บรรณานุกรม• ดร. สมพร จองคำ[กลับหัวข้อหลัก]

ความรู้


สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28


โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับสิ่งแวดล้อม โดย นายวิวัฒน์ พฤกษะวัน และ นายชาย ชีวะเกตุ
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการทำเหมืองแร่ยูเรเนียม การผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ การเดินเครื่องปฏิกรณ์ การจัดการเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วและกากกัมมันตรังสี แต่ละขั้นตอนจะต้องควคุมอย่างใกล้ชิด ให้เป็นไปตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวดและรัดกุม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจทำให้เกิดการแพร่กระจายขอกัมมันตรังสี และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้
[
ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
ขั้นตอนการทำเหมือง
ขั้นตอนการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์
ขั้นตอนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ขั้นตอนการจัดเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว
ขั้นตอนการทำเหมือง
การทำเหมืองแร่ยูเรเนียมมี ๒ แบบ คือ แบบเปิดและแบบปิด โดยจะมีฝุ่นละอองจากธาตุยูเรเนียม ธาตุทอเรียม และก๊าซเรดอน ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณเหมือง นอกจากนี้ยังมีตะกอนโลหะและสารกัมมันตรังสีปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย ดังนั้น จึงอาจทำให้อากาศและพื้นที่บริเวณนั้นมีการปนเปื้อนรังสีและสารโลหะหนักได้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามวิธีการที่ถูกต้อง [
กลับหัวข้อหลัก]
การทำเหมืองแร่

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ขั้นตอนการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์
ทุกขั้นตอนการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ตั้งแต่การแต่งแร่ จนถึงการสร้างประกอบมัดเชื้อเพลิง จะมีสารกัมมันตรังสีปะปนอยู่ทุกขั้นตอน แต่ปริมาณสารรังสีจะต้องไม่เกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ [
กลับหัวข้อหลัก]
การผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ขั้นตอนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ขณะเดินเครื่องปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเกิดความร้อน สารกัมมันตรังสี และผลิตผลจากการแตกตัวตลอดเวลา ซึ่งสารกัมมันตรังสีและความร้อนจากเครื่องปฏิกรณ์ส่วนใหญ่จะถูกควบคุมไว้ในอาคารคลุมปฏิกรณ์และอาคารกังหันไอน้ำ ซึ่งเป็นระบบปิดทั้งหมด ทั้งกากรังสีระดับต่ำ ปานกลาง และสูง กากแต่ละประเภทจะมีวิธีจัดการที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อันได้แก่ อากาศ น้ำ พื้นดิน และสิ่งมีชีวิต (คน สัตว์ และพืช) น้อยที่สุด ก. การปล่อยก๊าซหรืออากาศจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ได้แก่ ๑) ไอร้อนของน้ำจากหอระบายความร้อนทั้งหมดจะส่งผลให้อากาศรอบๆ บริเวณโรงไฟฟ้าสูงขึ้น แต่ต้องไม่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ทั้งนี้โดยให้ไอร้อนที่ออกจากหอระบายความร้อนลอยตัวขึ้นสู่บรรยากาศเบื้องสูง เพื่อให้ความร้อนกระจายตัวอย่างรวดเร็วตามกระแสลมเบื้องบน ๒) อากาศที่ระบายออกจากอาคารต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสารกัมมันตรังสี ๓) ไอเสียจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินของโรงไฟฟ้า ที่ต้องติดเครื่องอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อความมั่นใจในความพร้อม เมื่อมีการติดเครื่องจะเกิดก๊าซเสียออกมา ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และไนทรัสออกไซด์
๔) ก๊าซและไอน้ำจากหัวฉีดอากาศ (air ejectors) ซึ่งอยู่ในระบบไอน้ำหลัก โดยถ้าเป็นก๊าซจากหัวฉีดอากาศของโรงไฟฟ้าแบบ PWR ปกติจะไม่มีกัมมันตรังสีเจือปน ยกเว้นกรณีการรั่วไหลผ่านมาทางเครื่องผลิตไอน้ำ จึงอาจมีกัมมัน ตรังสีปะปนได้ ส่วนโรงไฟฟ้าแบบ BWR หัวฉีดอากาศจะมีการระบายก๊าซที่ปะปนรังสีออกมา แต่การระบายก๊าซต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ ท่อหน่วงความเร็ว ถังเก็บต่างๆ และชุดรวมก๊าซไฮโดรเจน ก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศทางปล่องระบายอากาศที่สูงมากของโรงไฟฟ้าแบบ BWR
๕) อากาศที่ระบายออกจากอาคารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสารกัมมันตรังสีและกัมมันตรังสีปะปนนั้น ก่อนจะปล่อยออกมาต้องผ่านการตรวจวัด หรือตรวจจับอนุภาคและก๊าซเหล่านั้นก่อน ถ้ามีระดับรังสีสูงกว่าที่กำหนด ระบบระบายอากาศปกติจะหยุดทำงานทันที พร้อมทั้งพัดลมของชุดระบายอากาศพิเศษจะทำงาน โดยทำหน้าที่ระบายอนุภาคและก๊าซเหล่านั้นไปตามเส้นทางพิเศษ โดยจะผ่านชุดกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศ ซึ่งระบบกรองอากาศพิเศษนี้ออกแบบไว้สำหรับกรอง และลดระดับรังสีให้ได้ตามกำหนด
๖) บางครั้งมีการระบายก๊าซกัมมันตรังสีออกมาจากระบบสนับสนุนการทำงานของระบบระบายความร้อน ก๊าซเหล่านี้อาจถูกกักเก็บไว้ภายใต้ความดัน รอจนกว่าระดับรังสีลดน้อยลงกว่าที่กำหนดแล้ว จึงสามารถปล่อยออกสู่บรรยากาศได้ ข. การปล่อยน้ำหรือของเหลวออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ได้แก่ ๑) น้ำหรือของเหลวที่ไม่มีกัมมันตรังสี ได้แก่ น้ำที่ใช้หล่อเย็นเครื่องควบแน่นไอน้ำ ชุดระบายความร้อนต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการสนับสนุนการทำงานของกังหันไอน้ำ-เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือน้ำที่ผ่านหอระบายความร้อนต่างๆ น้ำเหล่านี้จะไม่มีสารกัมมันตรังสีเจือปน และสามารถระบายออกสู่แม่น้ำ ทะเลสาบ และทะลได้ โดยปริมาณความร้อนจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ระบายลงสู่แหล่งน้ำนั้นไม่มีความแตกต่างกัน เพราะใช้หลักการทำงานของเครื่องผลิตไอน้ำที่เหมือนกัน ในบางกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจเดินเครื่องที่อุณหภูมิและแรงดันไอน้ำสูงกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีอีกวิธีหนึ่งที่จะลดมลพิษทางความร้อนลงได้ นั่นคือการใช้ความร้อนที่จะทิ้ง นำไปผลิตไอน้ำในระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสม (cogeneration principles) แต่ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าชนิดใด น้ำร้อนที่ผ่านการควบแน่นไอน้ำแล้ว เมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จะต้องไม่ทำให้อุณหภูมิของแหล่งน้ำนั้นสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด
๒) น้ำหรือของเหลวที่มีกัมมันตรังสีเล็กน้อยที่ระบายจากเครื่องผลิตไอน้ำ โดยปกติจะไม่มีสารกัมมันตรังสีเจือปน และยอมให้มีการรั่วไหลของน้ำจากระบบระบาย ความร้อนของเครื่องปฏิกรณ์สู่ระบบทุติยภูมิ ของเครื่องผลิตไอน้ำได้เล็กน้อย (น้อยกว่า ๔๐๐ แกลลอน/วัน) อย่างไรก็ตาม ถ้าน้ำมีกัมมันตรังสีเจือปนจะต้องกักเก็บ และลดระดับรังสีลงด้วยการผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนประจุ (ion exchange) ก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีระบบต่างๆ มากมายที่อาจใช้เก็บของเหลวที่มีกัมมันตรังสี โดยของเหลวดังกล่าวต้องมีการจัดเก็บ ทำความสะอาด สุ่มตัวอย่าง และตรวจสอบระดับรังสีให้ต่ำกว่ากำหนดก่อนระบายทิ้ง และในโรงงานบางส่วนของโรงไฟฟ้าแบบน้ำเดือด (BWR) มีข้อกำหนด ห้ามระบายของเหลวที่มีรังสีเจือปนออกจากโรงไฟฟ้าโดยเด็ดขาดไว้ด้วย ค. การปล่อยกากหรือขยะที่เป็นของแข็งออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กากหรือขยะที่เป็นของแข็งที่ปล่อย ออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มี ๓ ทาง ซึ่งต้องการสถานที่/พื้นที่สำหรับการจัดการและจัดเก็บ ได้แก่
๑. กากหรือขยะทั่วไปจากหน่วยงานที่ไม่ได้ปฏิบัติงานทางรังสีจากกระบวนการหรือจากวัสดุก่อสร้าง ๒. กากกัมมันตรังสีจากการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ (เช่น ชุดทำงาน ผ้าขี้ริ้ว ไม้) ซึ่งถูกอัดบรรจุในถังเหล็ก ถังเหล็กเหล่านี้ต้องเป็นถังแห้งสนิทผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ควบคุมความปลอดภัยและจัดวางบนพื้นดินที่บดอัดแน่นพิเศษ ๓. สารกรองน้ำที่ใช้แล้วซึ่งมีกัมมันตรังสีเจือปน จะต้องออกแบบและขนส่งเป็นพิเศษ[
กลับหัวข้อหลัก]
หอระบายความร้อน

ถังเก็บกากกัมมันตรังสีระดับต่ำ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ขั้นตอนการจัดเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว
เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว จะกลายสภาพเป็นสารกัมมันตรังสีระดับสูง ซึ่งต้องควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดรัดกุม เพื่อป้องกันกัมมันตรังสีรั่วไหล และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยมีวิธีการจัดการหลายขั้นตอน เช่น การเก็บไว้ในบ่อน้ำนิรภัย การใส่ในภาชนะป้องกันรังสีและฝังไว้ใต้ดินดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ปัจจุบันมัดเชื้อเพลิงใช้แล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่มีระบบระบายความร้อนตลอดเวลา แต่บางแห่งเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วไว้ในถังเก็บพิเศษ (Dry cask storage) ซึ่งอยู่ภายในบริเวณโรงไฟฟ้า [
กลับหัวข้อหลัก]
บ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
บรรณานุกรม• นายชาย ชีวะเกตุนายวิวัฒน์ พฤกษะวัน[กลับหัวข้อหลัก]

ความรู้

กากกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ข้อดี และปัญหาอุปสรรคของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ความหมายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ประวัติความเป็นมาสารกึ่งตัวนำ
พายุ ฮีโกส
ฟิสิกส์ใต้น้ำ
ฟ้าผ่า
ส่วนประกอบของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
หลักการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และอุปกรณ์หลัก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28


กากกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดย นายวิวัฒน์ พฤกษะวัน และ นายชาย ชีวะเกตุ
กากกัมมันตรังสีหรือกากนิวเคลียร์ หมายถึง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้งานแล้วจากเครื่องปฏิกรณ์ หรือระบบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จนทำให้วัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวกลายสภาพเป็นสารกัมมันตรังสี หรือมีการปนเปื้อนรังสี เมื่อเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์เหล่านั้นเลิกใช้งานแล้วก็จะเป็นกาก กัมมันตรังสีที่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงาน ประชาชน และสิ่งแวดล้อม
[
ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
ประเภทของกากกัมมันตรังสี
แหล่งกำเนิดกากกัมมันตรังสี
ปริมาณกากกัมมันตรังสี
วิธจัดการกากกัมมันตรังสี
ประเภทของกากกัมมันตรังสี
กากกัมมันตรังสีแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ โดยมีวิธีการแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ แบ่งตามลักษณะทางกายภาพ และแบ่งตามระดับความแรงรังสี
ก. แบ่งตามลักษณะทางกายภาพ ได้แก่ กากกัมมันตรังสีชนิดของแข็ง เช่น เชื้อเพลิงใช้แล้ว แท่งควบคุมใช้แล้ว วัสดุโครงสร้างของเครื่องปฏิกรณ์ และชุดปฏิบัติงานของพนักงานที่เกี่ยวข้องกับรังสี กากกัมมันตรังสีชนิดของเหลว เช่น น้ำระบายความร้อน น้ำที่ใช้ชำระล้างสิ่งเปรอะเปื้อนรังสี น้ำยาเคมี และน้ำจากบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว กากกัมมันตรังสีชนิดก๊าซ เช่น ก๊าซจากปฏิกิริยาแตกตัว และก๊าซไฮโดรเจน
ข. แบ่งตามระดับความแรงรังสี ได้แก่ กากกัมมันตรังสีระดับต่ำ กากกัมมันตรังสีระดับปานกลาง และกากกัมมันตรังสีระดับสูง (บางประเทศแบ่งกากกัมมันตรังสีเป็น ๒ ระดับ คือ กากกัมมันตรังสีระดับต่ำ และกากกัมมันตรังสีระดับสูง)[
กลับหัวข้อหลัก]
สถานที่เก็บกากกัมมันตรังสีระดับปานกลาง

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
แหล่งกำเนิดกากกัมมันตรังสี
กากกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีแหล่งกำเนิดจาก ๒ แหล่งใหญ่ๆ ได้แก่ จากปฏิกิริยาแตกตัวทางนิวเคลียร์ที่เกิดกับเชื้อเพลิงในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และจากการดูดจับอนุภาคนิวตรอนของวัสดุโครงสร้างและอุปกรณ์ในเครื่องปฏิกรณ์
ก. กากกัมมันตรังสีจากปฏิกิริยาแตกตัวทางนิวเคลียร์ ปฏิกิริยาแตกตัวทางนิวเคลียร์ เป็นรูปแบบหนึ่งของปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นกับเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในถังปฏิกรณ์อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องขณะเดินเครื่องปฏิกรณ์ เมื่อเกิดปฏิกิริยาแตกตัว นิวเคลียสของเชื้อเพลิง (เช่น ยูเรเนียม-๒๓๕) จะแตกออกเป็น ๒ ส่วน ที่เรียกว่า ผลิตผลจากการแตกตัว (fission product) กลายเป็นกากเชื้อเพลิง เกิดกัมมันตรังสี และพลังงานความร้อน ที่จะนำไปสู่กระบวนการผลิตไฟฟ้าต่อไป
ข. กากกัมมันตรังสีจากการดูดจับอนุภาคนิวตรอน กากนี้เกิดจากสารที่อยู่ภายในเครื่อง-ปฏิกรณ์ดูดจับนิวตรอน แล้วทำให้สารนั้นกลายเป็นสารกัมมันตรังสี แบ่งได้เป็น ๑) สารกัมมันตรังสีที่เกิดจากการสึกกร่อน เช่น โคบอลต์-๖๐ และเหล็ก-๕๙ แมงกานีส-๕๔ ๒) สารกัมมันตรังสีที่เกิดจากการดูดจับนิวตรอนของเชื้อเพลิงยูเรเนียมเรียกว่า ทรานส์ยูเรเนียม (transuranium)[
กลับหัวข้อหลัก]
[
ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ปริมาณกากกัมมันตรังสี
ก. ปริมาณกากกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้า ตลอดอายุการใช้งาน (ประมาณ ๓๐-๔๐ ปี) จะมีกากชนิดรังสีระดับต่ำ และปานกลางประมาณ ๙,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ถัง (ขนาดถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร) ส่วนกากรังสีระดับสูงจะมีปริมาณเทียบเท่าขนาดถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร จำนวน ๓๐๐ ถัง
ข. ปริมาณเชื้อเพลิงใช้แล้ว โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบความดันสูงขนาด ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ จะใช้มัดเชื้อเพลิงประมาณ ๑๕๐-๒๐๐ มัด สามารถเดินเครื่องปฏิกรณ์ผลิตไฟฟ้าได้นานประมาณ ๑๘ เดือน (รุ่นใหม่จะเป็น ๒๔ เดือน) จากนั้นจะเปลี่ยนมัดเชื้อเพลิงใช้แล้วออกไปประมาณ ๑ ใน ๓ หรือเท่ากับ ๕๐-๗๐ มัด ถ้าอายุของโรงไฟฟ้าเท่ากับ ๓๐-๔๐ ปี (รุ่นใหม่จะเป็น ๖๐ ปี) จะมีเชื้อเพลิงใช้แล้วรวมทั้งสิ้นไม่เกิน ๒,๘๐๐ มัด (เปลี่ยนเชื้อเพลิงปีละ ๗๐ มัด x อายุโรงไฟฟ้า ๔๐ ปี) เชื้อเพลิง ๑ มัด จะมีขนาดความกว้างx ความยาวx ความสูง ประมาณ ๐.๒๒ x ๐.๒๒ x ๔.๐๐ เมตร น้ำหนักประมาณ ๘๐๐ กิโลกรัม[
กลับหัวข้อหลัก]
กากรังสีระดับต่ำเก็บอยู่ในถังขนาด ๒๐๐ ลิตร

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
วิธจัดการกากกัมมันตรังสี
ก. การจัดการกากกัมมันตรังสีระดับต่ำ กากรังสีระดับต่ำ ได้แก่ วัสดุที่ปนเปื้อนรังสี เช่น ชุดปฏิบัติงาน อุปกรณ์ เครื่องมือ และน้ำที่ใช้ชำระล้างวัสดุอุปกรณ์ที่เปรอะเปื้อน รังสี ในกรณีของกากรังสีระดับต่ำที่เป็นของแข็ง มีวิธีการจัดการโดยการปล่อยให้กัมมันตรังสีสลายตัวหมดไป การนำกากไปเผา บดอัด และหุ้มด้วยซีเมนต์ หรือผสมเป็นเนื้อเดียวกับซีเมนต์ บรรจุถังเหล็กขนาด ๒๐๐ ลิตร แล้วนำไปตั้งไว้บนพื้นดิน ในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ ส่วนกากที่เป็นของเหลวจะใช้วิธีการระเหยน้ำ การทำให้ตกตะกอน ทำให้เจือจางด้วยสารละลายหรือสารเคมี และกากที่เป็นก๊าซจะใช้วิธีการทำให้เจือจางด้วยอากาศหรือก๊าซเฉื่อย และ/หรือนำก๊าซไปผ่านชุดกรองอากาศประสิทธิภาพสูงหลายขั้นตอน แล้วนำชุดกรองอากาศดังกล่าวไปจัดการเช่นเดียวกับกากรังสีต่ำชนิดของแข็งทั่วไป ข. การจัดการกากกัมมันตรังสีระดับปานกลาง กากรังสีระดับปานกลาง ได้แก่ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานเกี่ยวข้องกับรังสีโดยตรง เช่น ไส้กรองระบบบำบัดน้ำให้บริสุทธิ์ การจัดการกากรังสีระดับปานกลางมีวิธีคล้ายกับการจัดการกากรังสีระดับต่ำ แต่จะแตกต่างกันที่ภาชนะบรรจุซึ่งมีความหนาและแข็งแรงมากกว่า และนำภาชนะดังกล่าวไปฝังไว้ใต้พื้นดินที่ความลึกประมาณ ๕-๑๐ เมตร
ค. การจัดการกากกัมมันตรังสีระดับสูง กากรังสีระดับสูงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนมาก ได้แก่ เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่บรรจุอยู่ในถังปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เพราะเมื่อเดินเครื่องปฏิกรณ์แล้ว จะเกิดความร้อน และกัมมันตรังสีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ซึ่งกักเก็บผลิตผลจากการแตกตัวไว้ภายใน และถ้านำเชื้อเพลิงใช้แล้วไปสกัดธาตุที่เป็นประโยชน์ไว้ใช้งาน อีก เช่น ยูเรเนียม และพลูโตเนียม กากที่เกิดจากกระบวนการดังกล่าว จึงถือว่าเป็นกากกัมมันตรังสีระดับสูงที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวังที่สุด[
กลับหัวข้อหลัก]
วิธจัดการกากกัมมันตรังสี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
บรรณานุกรม• นายชาย ชีวะเกตุนายวิวัฒน์ พฤกษะวัน[กลับหัวข้อหลัก]

function google_ad_request_done(google_ads) {
var s = '';
var i;
if (google_ads.length == 0) {return;}
if (google_ads.length == 1) {
// Change AFC Template hear
s += '

s += '
google_ads[0].url + '" onmouseout="window.status=\'\'" onmouseover="window.status=\'go to ' +
google_ads[0].visible_url + '\';return true">' +
google_ads[0].line1 + '
- ' +
google_ads[0].line2 + ' ' +
google_ads[0].line3 + '
google_ads[0].url + '" onmouseout="window.status=\'\'" onmouseover="window.status=\'go to ' +
google_ads[0].visible_url + '\';return true">' +
google_ads[0].visible_url + '
';
} else if (google_ads.length > 1) {
// Change AFC Template hear
s += '
for(i = 0; i google_ads[i].url + '" onmouseout="window.status=\'\'" onmouseover="window.status=\'go to ' +
google_ads[i].visible_url + '\';return true">' +
google_ads[i].line1 + '
- ' +
google_ads[i].line2 + ' ' +
google_ads[i].line3 + '
google_ads[i].url + '" onmouseout="window.status=\'\'" onmouseover="window.status=\'go to ' +
google_ads[i].visible_url + '\';return true">' +
google_ads[i].visible_url + '
';
}
}
document.write(s);
return;
}
google_ad_client = 'pub-3354360919676749'; // sanook.com client_id (pub-3354360919676749)
google_ad_channel = '5610605354+1124494271'; // guru.sanook.com (JS-guru-encyclopedia 5610605354 , JS-guru-encyclopedia.middle 1124494271 )
google_ad_output = 'js';
google_max_num_ads = '3';
google_ad_type = 'text';
google_feedback = 'on';
//google_adtest = 'on';


google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
Ads by Google
น้ำมันหล่อลื่น,จารบี - มิลเลอร์ คอปอเรชั่น จำหน่ายน้ำมัน หล่อลื่น,เครื่องผสมน้ำยาอัติโนมัติ
www.miller-thai.com
ฟิล์มอาคารกันร้อนลดค่าไฟ - สำนักงาน บ้าน คอนโด ร้านค้า โรงงาน ประเมินราคาฟรีโทร 02-465-3804
www.filmprothailand.com
เครื่องกรองน้ำอุตสาหกรรม - โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม อพาร์ทเม้น ติดต่อโทร 02-920-6101
www.akchemical.com
บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ


บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การจำแนกประเภทพลาสติกการถ่ายทอดยีนความหมายของคำว่าตลาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และอุปกรณ์หลักวัดไทยสถานการณ์การสูบบุหรี่ของคนไทยส่วนประกอบของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สารเคมีที่เป็นพิษในควันบุหรี่หมวดวรรณคดีร้อยกรองหมวดอักษรศาสตร์
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษกสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 7สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 15สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 22สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 25สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
>> ดูบทความ ทั้งหมด
>> สารานุกรมไทยฯ ทั้งหมด
เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ (Nuclear Fuel)
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับสิ่งแวดล้อม

ความรู้


สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 1


ปรากฏการณ์ในโฟโตสเฟียร์ โดย ระวี ภาวิไล
ก๊าซในโฟโตสเฟียร์ของดวงอาทิตย์ แผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดที่เป็นคลื่นวิทยุ รังสีความร้อน หรืออินฟราเรด แสงสว่างธรรมดา และรังสีอัลตราไวโอเลต แต่รังสีส่วนใหญ่เป็นแสงสว่าง และความร้อน โฟโตสเฟียร์แผ่รังสี ซึ่งเป็น แสงสว่างธรรมดาทุกขนาดคลื่น ซึ่งเมื่อนำแสงจากดวงอาทิตย์มาผ่านอุปกรณ์แยกแสงสีหรือสเปกโทรกราฟ (spectrograph) แล้วจะได้สเปกตรัมชนิดสืบเนื่อง (continuous spectrum) ซึ่งมีแสงเฉพาะบางขนาดคลื่นลดน้อยไปเป็นแห่งๆ ทำให้ปรากฏมีเส้นมืด (dark line หรือ absorption line) อยู่เป็นแห่งๆ บนสเปกตรัมสืบเนื่องนั้น เราเรียกเส้นมืดเหล่านี้อีกชื่อหนึ่งว่า เส้นฟรอนโฮเฟอร์ (fraunhofer line) โดยใช้ชื่อของนักฟิสิกส์ชาวเยอรมนี(Joseph von Fraunhofer) ผู้ได้ทำการสำรวจ เส้นเหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นคนแรก การสำรวจโฟโตสเฟียร์ ทำได้โดยการใช้กล้องโทรทรรศน์ธรรมดา โดยควรมีวิธีการซึ่งลดความแรงจ้าของแสงอาทิตย์ โดยไม่ลดขนาดของเลนส์หน้ากล้องที่รับแสงให้เล็กลงเพราะจะทำให้ความละเอียดชัดเจนของภาพลดลงด้วย การนี้อาจใช้กระจกกรองแสงสีดำ (neutral filters) หรือมีวิธีการอื่นๆ อีก อนึ่งในการถ่ายภาพโฟโตสเฟียร์นั้น อาจใช้แก้วกรองแสงสีต่างๆ เช่น แดง เหลืองหรือน้ำเงิน เลือกเอาแต่คลื่นแสง ช่วงที่มีขนาดคลื่นเฉพาะบางส่วน เพื่อความชัดเจนเป็นพิเศษเพราะลักษณะต่างๆ บนดวงอาทิตย์มีความชัดเจนแตกต่างกันเมื่อสำรวจในแสงที่มีขนาดคลื่นแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม แสงอาทิตย์ที่ผ่านแก้วกรองแสงสีเช่นนี้มาแล้วก็ยังประกอบด้วย แสงที่มีความยาวคลื่นต่างๆ จำนวนมากปนกันอยู่ เราเรียกแสงสว่างสีขาว และสีต่างๆ เช่นนี้ว่า แสงทึบต่อรังสี แต่เป็นก้อนก๊าซซึ่งมีความโปร่งต่อรังสีพอประมาณ ก๊าซในโฟโตสเฟียร์มีอุณหภูมิสูงขึ้นในระดับลึกลงไป เมื่อเรามองดูตรงกลางดวงอาทิตย์นั้น ลำแสงจากดวงอาทิตย์ผ่านโฟโตสเฟียร์ขึ้นมาในแนวตั้งฉาก แต่เมื่อเรามองดูตรงขอบดวง ลำแสงจะต้องเดินเฉียงผ่านบรรยากาศ นับว่าต้องเคลื่อนที่ผ่านโฟโตสเฟียร์แต่ละชั้น เป็นระยะทางมากกว่า แสงสว่างที่กลางดวงจึงออกมาจากระดับที่ลึกกว่า และร้อนกว่าแสงสว่างที่มาจากบริเวณใกล้ขอบดวง ดังนั้นกลางดวง จึงปรากฏสว่างกว่าที่ขอบดวง ในภาพถ่ายกลุ่มจุด หน้า ๑๕ เมื่อพิจารณาดูบริเวณนอกกลุ่มจุด จะเห็นพื้นผิวโฟโตสเฟียร์มีลักษณะเป็นดอกดวงคล้ายเม็ดสาคู ในปัจจุบัน มีการติดตามศึกษาธรรมชาติของดอกดวง (granules) ในโฟโตสเฟียร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยการถ่ายภาพยนตร์ ทั้งด้วยกล้องโทรทรรศน์ซึ่งตั้งอยู่บนภาคพื้นดินและกล้องโทรทรรศน์ซึ่งส่งขึ้นไปกับบอลลูน เพื่อให้อยู่สูง พ้นจากการรบกวนของบรรยากาศส่วนใหญ่ที่ห่อหุ้มพื้นผิวโลก ดอกดวงเหล่านี้ มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกัน ตั้งแต่ ๓๕๐ กิโลเมตร ถึง ๑,๘๐๐ กิโลเมตรคิดว่าเฉลี่ยประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร ปรากฏขึ้นในโฟโตสเฟียร์ แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงลักษณะไปและสลายตัวเลือนลางหายไปในที่สุด แล้วดอกดวงใหม่ก็ปรากฏขึ้นแทนที่ ผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปไม่หยุดนิ่ง วัดอายุเฉลี่ยได้ประมาณ ๖ นาที ถ้านับจำนวนในภาพถ่ายหนึ่งๆ แล้วคำนวณดู จะได้ปริมาณดอกดวงทั้งพื้นผิวดวงอาทิตย์ในขณะใดขณะหนึ่งประมาณสามล้านเม็ดในปีที่มีจุดบนดวงอาทิตย์มากที่สุด และเข้าใจว่าลดลงเป็นราวสองล้านเม็ดในปีที่ดวงอาทิตย์มีจุดน้อยที่สุด บริเวณกลางดวงมีความสว่างประมาณ ๑.๓ เท่าของขอบเขตระหว่างดอกดวง จากนี้คำนวณได้ว่า อุณหภูมิสูงกว่ากันประมาณ ๓๐๐ องศาเซลเซียส ที่ตรงกลางดอกดวงปรากฏว่าเนื้อสารพลุ่งขึ้นมาด้วยความเร็วเฉลี่ย ๙๐๐ เมตรต่อวินาที ลักษณะดังกล่าวข้างบนทำให้มีผู้สันนิษฐานว่า ดอกดวงเหล่านี้ คือส่วนยอดของลำก๊าซร้อนซึ่งพลุ่งขึ้นมาคายความร้อน โดยการแผ่รังสีออกไปในอวกาศ เมื่อเย็นตัวลงแล้วก็กลับจมลงสู่ภายในดวงอาทิตย์อีกในบริเวณรอบๆ ดอกดวง ซึ่งปรากฏเห็นเป็นขอบเขตที่มืดกว่า ดังนั้นปรากฏการณ์นี้จึงเป็นหลักฐานแสดงว่า ดวงอาทิตย์มีการถ่ายเทพลังงานจากระดับลึกภายในออกมาสู่ระดับสูงกว่าในโฟโตสเฟียร์ โดยการพาความร้อน (convection) นั่นเอง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในการสำรวจโฟโตสเฟียร์ของดวงอาทิตย์นั้น จำเป็นต้องมีวิธีการลดความสว่างลง เป็นต้นว่าโดยการใช้กระจกกรองแสงสีดำ หรือฉายภาพจากกล้องโทรทรรศน์ออกมาติดจอเป็นดวงใหญ่ ในการนี้เราจะได้เห็นว่า ในบางบริเวณบนตัวดวงอาทิตย์นั้นมีความสว่างน้อยกว่าพื้นผิวดวง หรือโฟโตสเฟียร์โดยทั่วไป อาณาบริเวณเหล่านี้ปรากฏเป็นจุดมืดและเขตมัวมักรวมตัวกันอยู่เป็นหย่อมๆ นี่คือ กลุ่มจุดของดวงอาทิตย์ (sunspot groups) ซึ่งตามเหตุผลที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าไม่ใช่บริเวณที่ดวงอาทิตย์มืดดับไป หากแต่สว่างน้อยกว่าโฟโตสเฟียร์ทั่วไป จุดของดวงอาทิตย์ (sunspot) ขนาดปานกลาง มีองค์ประกอบสองส่วนกล่าวคือ บริเวณกลางซึ่งปรากฏคล้ายมืดทีเดียว เรียกว่า บริเวณมืด (umbra) มีความสว่างราว ๒๗ เปอร์เซ็นต์ของโฟโตสเฟียร์ รอบๆ บริเวณมืดนี้ มีอาณาเขตที่ไม่มืดทีเดียวล้อมอยู่ เรียกว่า บริเวณมัว (penumbra)มีความสว่าง ๗๘ เปอร์เซ็นต์ของผิวโฟโตสเฟียร์ เมื่อพิจารณาดูโดยละเอียดเห็นได้ว่าบริเวณมัวมีโครงสร้างเป็นเส้นบางๆ เรียงเป็นแถวและแผ่กระจายจากบริเวณมืดซึ่งอยู่ตรงกลางออกมาโดยรอบ จุดขนาดเล็กบางจุด มีแต่บริเวณมืดไม่มีบริเวณมัว กลุ่มจุดซึ่งมีทั้งบริเวณมืดขนาดต่างๆ อยู่ใกล้ชิดรวมกันเป็นกระจุก มักมีบริเวณมัวร่วมกัน ความแตกต่างในความสว่างของลักษณะบนดวงอาทิตย์นี้ เกิดขึ้นเพราะความแตกต่างของอุณหภูมิ กล่าวมาแล้วว่าโฟโตสเฟียร์ มีอุณหภูมิเฉลี่ย ๖,๐๐๐ องศาสัมบูรณ์ บริเวณมืดจะมีอุณหภูมิ๔,๔๐๐ องศาสัมบูรณ์ และบริเวณมัวมีอุณหภูมิ ๕,๗๐๐ องศาสัมบูรณ์ จุดและกลุ่มจุดไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏอยู่คงที่บนดวงอาทิตย์ ดังเช่นที่หลุมบ่อและภูเขาปรากฏอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ ความจริงจุดและกลุ่มจุดเหล่านี้เปลี่ยนรูปร่าง ขนาด ลักษณะและจำนวนอยู่ทุกขณะ จึงเป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้น แล้วมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมสลาย มีจุดใหม่กลุ่มใหม่ เกิดขึ้นในตำแหน่งใหม่ วนเวียน เปลี่ยนกันอยู่เสมอ ในปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ สามารถทำการวัดความเข้มของสนามแม่เหล็ก ของวัตถุซึ่งแผ่รังสีให้แสงสว่าง เช่น ดวงอาทิตย์ ได้โดยการวิเคราะห์ แสงที่มาจากวัตถุนั้น ในการนี้เขาจึงสามารถวัดความเข้มของสนามแม่เหล็กในโฟโตสเฟียร์ของดวงอาทิตย์ได้ และก็ได้พบว่าบริเวณมืดของจุดแต่ละจุด ทำตัวเหมือนขั้วแม่เหล็ก ซึ่งหันออกมาตั้งฉากกับพื้นผิวดวงอาทิตย์ มีความเข้มหรือความแรงมากน้อยตามขนาดคือพื้นที่ของบริเวณมืดนั้น ในกลุ่มจุดหนึ่งๆ จะประกอบด้วยจุดซึ่งมีทั้งขั้วเหนือและขั้วใต้ของแม่เหล็ก และอาจมีความเข้มตั้งแต่ ๑,๓๐๐ เกาส์ถึง ๓,๕๐๐ เกาส์หรือในบางกรณีอาจมากกว่านั้น การค้นพบสนามแม่เหล็กในบริเวณจุดและกลุ่มจุดของดวงอาทิตย์ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานในปัจจุบันว่า เส้นแรงแม่เหล็กซึ่งพุ่งผ่านโฟโตสเฟียร์นี้ มีอำนาจกีดกันการถ่ายเทพลังงานความร้อนจากภายในขึ้นมายังระดับพื้นผิว จึงทำให้อุณหภูมิและความสว่างในบริเวณนั้นลดลง ปรากฏให้เห็นเป็นจุดและกลุ่มจุดขึ้น กลุ่มจุดบนดวงอาทิตย์เป็นแหล่งเกิดปรากฏการณ์น่าสนใจหลายประการ ทั้งในโฟโตสเฟียร โครโมสเฟียร์ และคอโรนาของดวงอาทิตย์ การลุกจ้า หรือการระเบิด (flare) บนดวงอาทิตย์ก็เกิดขึ้นในบริเวณกลุ่มจุด เชื่อว่าสนามแม่เหล็กมีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ของกลุ่มจุด และโดยทั่วไปบนดวงอาทิตย์
ระดับละติจูดบนดวงอาทิตย์
คาบของการหมุนครบรอบคิดเป็นวัน
ค่าปรากฏวัดได้จากโลก
ค่าจริง
0°10 °20 °30 °40 °
26.8727.0627.5928.4529.65
25.0325.1925.6526.3927.37: ตารางแสดงคาบของการหมุนรอบตัวของดวงอาทิตย์วัดจากการเคลื่อนที่ของจุด ในบริเวณกลุ่มจุดซึ่งอยู่ใกล้ขอบดวงอาทิตย์ดังเช่นในภาพบนนี้ เราจะสังเกตเห็นเกล็ดสว่างกระจัดกระจายอยู่รวมกันเป็นหย่อมๆ สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า แฟคิวเล เกล็ดสว่างของแฟคิวเล มีอุณหภูมิสูงกว่าโฟโตสเฟียร์ประมาณ ๙๐๐ องศา และมีขนาดเฉลี่ยใหญ่กว่าขนาดของดอกดวงเล็กน้อย คือ ประมาณ ๑,๒๐๐ กิโลเมตร กลุ่มจุดทุกกลุ่มมีแฟคิวเล เกิดอยู่ด้วยเสมอไป แต่เมื่อกลุ่มจุดอยู่ในบริเวณกลางดวงจะมองเห็นแฟคิวเลไม่ชัดเจน เพราะโฟโตสเฟียร์สว่างขึ้น ลักษณะปรากฏของแฟคิวเลมีขอบดวง ทำให้น่าสันนิษฐานว่ามันลอยอยู่ในระดับสูงกว่าโฟโตสเฟียร์เล็กน้อยได้มีการวัดพื้นที่บนดวงอาทิตย์ที่ปกคลุมด้วยแฟคิวเล พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว แฟคิวเลคลุมพื้นที่ประมาณ ๔ เท่าของกลุ่มจุดซึ่งมันล้อมรอบเกี่ยวข้องอยู่
โครงสร้างของก๊าซในระดับโครโมสเฟียร์ของดวงอาทิตย์ แสดงให้เห็นลักษณะการเรียงตัวเป็นตาข่ายโครโมสเฟียร์ (cromospheric network)ถ่ายภาพด้วยกล้องสำรวจดวงอาทิตย์ของภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กลุ่มจุดปรากฏใกล้ขอบดวงอาทิตย์จะเห็นแฟคิวเลเป็นเกล็ดสว่าง กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณใกล้จุดเป็นหย่อมๆ โดยเฉพาะเห็นชัดเจนที่กลุ่มจุดใกล้ขอบดวง ที่กลุ่มจุดห่างขอบดวงก็ปรากฏว่ามี แต่ไม่สว่างชัดเจนเท่า (ภาพถ่ายที่หอดูดาว ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพมหานคร)

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
บรรณานุกรม• ระวี ภาวิไล[กลับหัวข้อหลัก]

function google_ad_request_done(google_ads) {
var s = '';
var i;
if (google_ads.length == 0) {return;}
if (google_ads.length == 1) {
// Change AFC Template hear
s += '

s += '
google_ads[0].url + '" onmouseout="window.status=\'\'" onmouseover="window.status=\'go to ' +
google_ads[0].visible_url + '\';return true">' +
google_ads[0].line1 + '
- ' +
google_ads[0].line2 + ' ' +
google_ads[0].line3 + '
google_ads[0].url + '" onmouseout="window.status=\'\'" onmouseover="window.status=\'go to ' +
google_ads[0].visible_url + '\';return true">' +
google_ads[0].visible_url + '
';
} else if (google_ads.length > 1) {
// Change AFC Template hear
s += '
for(i = 0; i google_ads[i].url + '" onmouseout="window.status=\'\'" onmouseover="window.status=\'go to ' +
google_ads[i].visible_url + '\';return true">' +
google_ads[i].line1 + '
- ' +
google_ads[i].line2 + ' ' +
google_ads[i].line3 + '
google_ads[i].url + '" onmouseout="window.status=\'\'" onmouseover="window.status=\'go to ' +
google_ads[i].visible_url + '\';return true">' +
google_ads[i].visible_url + '
';
}
}
document.write(s);
return;
}
google_ad_client = 'pub-3354360919676749'; // sanook.com client_id (pub-3354360919676749)
google_ad_channel = '5610605354+1124494271'; // guru.sanook.com (JS-guru-encyclopedia 5610605354 , JS-guru-encyclopedia.middle 1124494271 )
google_ad_output = 'js';
google_max_num_ads = '3';
google_ad_type = 'text';
google_feedback = 'on';
//google_adtest = 'on';


google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
Ads by Google
น้ำหอม ดึงดูดทางเพศ - เพิ่มรัก สร้างเสน่ห์ ปลุกอารมณ์ได้ เห็นผลแน่นอน ของแท้ นำเข้าจากยุโรป
www.sanaeh.com
สมุนไพรตับอักเสบ - สกัดจากมังคุด สร้างภูมิคุ้มกันสมดุล เสนอในงานวทท.ครั้งที่34สวนสิริกิติ์
www.ThaiAsianlife.com/22-bim
ลดพุง โต + ไม่กลับมาอ้วนอีก - ลดทั้ง หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพก รับชุดทดลองซิคะ+ รับรอง! ไม่ผิดหวัง
www.Health2Shape.com
บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ


บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 1
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การระวังรักษาอนามัยของลูกนกคานงัดงาน กำลัง และพลังงานประวัติอากาศยานระบบกำหนดตำแหน่งวัตถุท้องฟ้าระบบควบคุมอัตโนมัติแรงลูกรอกหลักการแบ่งจำพวกของปลาอนุกรมนก
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษกสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 2สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 7สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 15สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 20สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 22สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 25สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 26
>> ดูบทความ ทั้งหมด
>> สารานุกรมไทยฯ ทั้งหมด